Another Chapter

I haven’t posted in a while, mostly due to my laziness.
But now I have a better excuse: I just took an Interior Design course.

I thought I’d never consider further study again after my master degree, but when this came up I couldn’t let the it pass. First, because I’ve always wanted to do this since I was young and I would regret it if I didn’t. Second, my life schedule is pretty much organized I can probably manage. Third, family and friends supported me in this.

So gone are the weekends (again!) for the next two years.
The course has already started last month and so far been enlightening. A lot of work, but fun. I’ll keep updating… if I have time, that is.

🙂

งานกับเงิน

คือเพิ่งเข้าใจอย่างจริงๆ จังๆ ว่าทำไมบางคนถึงคิดค่าแปลแพงหูดับ ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็ยอมรับว่าไม่ได้เก่งอะไร
เวลาของเรามันมีค่าไง ก็เลยคิดราคาให้คุ้มกับเวลาที่ต้องใช้

สองเดือนนี้เลยเริ่มคิดราคาแพงขึ้นทุกที
เพราะคิดว่าถ้าได้ไม่คุ้ม…ก็ไม่ทำดีกว่า
ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ไม่ได้จนลง

พอเริ่มคิดแพงก็รู้สึกผิดนิดๆ นะ รู้สึกเป็นคนรักสบาย เป็นคนงก
แต่พอเหนื่อยแล้วได้ตังค์ไม่สมกับที่ลงแรงไปมันก็… เสียดายเวลานอนนี่นา
อยู่เฉยๆ ซะยังจะดีกว่า

แล้วก็ทันทีเลยจ้ะ

เจองานการกุศลหล่นตุ้บมาตรงหน้า
ให้เงิน 1 ใน 5 ของราคาที่เราจะคิดจากชาวบ้าน

ถ้าคิดถึงเวลา กำลังกาย กำลังใจ ค่าข้าว ค่ากาแฟ ค่าแอร์ ค่าขนม…

ราคานี้มันทำฟรีชัดๆ

เรารู้ดีว่าความสามารถของเราเป็นของพระเจ้านะ พระเจ้าจะใช้อะไรก็ย่อมได้
แต่ในโลกนี้เรายังต้องกินต้องอยู่ พระคัมภีร์ก็บอกว่าคนงานสมควรได้รับค่าจ้างของตน
จริงอยู่ หลายคนรับงานโดยไม่ถามราคาเลย บางคนทำให้โดยไม่รับเงินด้วย เราก็เคยเจอ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคนเหล่านี้นะ
แต่การที่พวกเค้าไม่คิดเงินไม่ได้หมายความว่าเราจะคิดไม่ได้ สถานการณ์เบื้องหลังแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเรามั่นใจว่าเราคิดราคาอย่างยุติธรรม ไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป

ต่อรองไปแล้ว รอดูผลกันพรุ่งนี้
ปฏิเสธก็ไม่เป็นไร เชิญไปให้คนอื่นทำจ้ะ

 

เรียบง่าย

วันนี้อ่านโพสของริชชี่กับเพจน้องเรไรแล้วก็ชื่นชมความคิดใสๆ แบบนั้น
เลยนึกถึงหนังสือ “บันทึกส่วนตัว ซายูริ” ด้วย เนื้อหาคงคล้ายๆ กันเท่าที่ดูจากเฟสอาจารย์มกุฏ

และได้คิดถึงผู้ใหญ่บางคนที่พูดอะไรก็ต้องให้ดูเยอะ ดูฉลาด ฟังยาก เข้าใจยาก ยังกับว่าถ้าเข้าใจง่ายๆ แล้วมันจะไม่เท่

ยิ่งโตขึ้นก็เหมือนจะยิ่งซับซ้อนขึ้น แต่ยิ่งซับซ้อนก็ยิ่งสับสน จนสุดท้ายกลับมาที่ความเรียบง่ายนี่แหละ

เพราะการคิดเรื่องละเอียดลึกซึ้งจนเข้าใจมีประโยชน์อะไร ได้อะไรบ้างไหมนอกจากที่คิดออก (ถ้าคิดออกนะ เพราะบางทีก็คิดไม่ออก เสียเวลาไปเปล่าๆ)

ดีไม่ดีหลงนึกว่าตัวเองฉลาดกว่า เหนือกว่าคนอื่น เผลอไปมองว่าคนอื่นไม่ฉลาดอีก

บางเรื่องก็เกินกว่าเราจะคิดได้ เข้าใจได้ และบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้

แต่ก็ไม่ได้ว่าจะเลิกคิดนะ เพียงแต่เตือนตัวเองว่าปล่อยๆ มันไปบ้าง หัดคิดอะไรให้เรียบง่ายบ้าง

ใช้หัวใจบ้าง

อย่าใช้แต่สมอง

ต่อไปนี้เป็นอีกเรื่อง

เมื่อวานทำโทรศัพท์ตก จอร้าว แต่เพราะติดฟิล์มไว้เลยไม่หลุดออกมาเป็นชิ้นๆ แต่นอกนั้นโทรศัพท์ก็ยังใช้ได้เหมือนเดิม

ตกใจได้แป๊บเดียวก็คิดว่าจะทำยังไงต่อไป

เครื่องนี้เพิ่งเปลี่ยนจอเมื่อหกเดือนที่แล้ว ตอนนั้นก็มีคนเชียร์ให้ซื้อใหม่แล้วล่ะ แต่มันเพิ่งสองขวบ ถึงจะช้านิดหน่อย มึนนิดหน่อยเวลาใช้งานมันหลายอย่างเกินไป แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ แบตก็ยังดี เลยไม่อยากซื้อใหม่ เลือกเปลี่ยนจอ หวังว่าจะใช้ได้อีกสักปี

แต่พอจอใหม่ร้าวเลยสองจิตสองใจ ควรจะเปลี่ยนจออีกรอบ (พันห้า) หรือทนใช้แบบนี้ไปก่อนแล้วเก็บเงินซื้อใหม่ไปเลย (เจ็ดแปดพัน?)

เมื่อเช้าเลยบ่นให้ทุกคนฟัง (ช่วยตัดสินใจหน่อย) เพื่อนก็พอดีจะเปลี่ยนโทรศัพท์ บอกว่าจะยกเครื่องเดิมให้ เพิ่งใช้มาหกเดือน (ซื้อช่วงที่เราเปลี่ยนจอครั้งแรก ส่วนเหตุผลที่ฮีจะเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่เป็นที่เรื่องคนธรรมดาอย่างเราไม่สามารถเข้าใจได้… ฮีเป็นคนไม่ธรรมดา) สรุปคือจะได้โทรศัพท์ใหม่มาฟรีๆ

แต่ยังไม่จบเท่านั้น

เจ้านายที่ใช้โทรศัพท์ยี่ห้อเดียวกัน (แต่แพงกว่า สเปคดีกว่า) และปีที่แล้วมีปัญหาหน้าจอเหมือนกันเพิ่งเอาโทรศัพท์ไปซ่อมช่วงปีใหม่ ตอนนั้นเราก็แนะนำร้านเดียวกันกับที่ไปเปลี่ยนจอมา เพราะราคาไม่แพง (เดินสามสี่ร้าน ร้านนี้ให้ราคาดีสุด) แล้วรับประกันหนึ่งเดือนด้วย

เพิ่งรู้วันนี้ว่าสุดท้ายเจ้านายไม่ได้ไปซ่อมที่ร้านนั้น เพราะตอนไปถึงช่างยังไม่มา เลยไปทำร้านอื่น ซึ่งไม่ได้รับประกันอะไรเลย ใช้ได้สองอาทิตย์ จอแตกทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำหล่นด้วยซ้ำ แล้วแตกน้อยกว่าเรา แต่โทรศัพท์เสียใช้ไม่ได้เลย เรียกว่าเสียตังค์ซ่อมไปฟรีๆ

รู้เลยว่าพระเจ้ารักเรามากจริงๆ

เหมือนพระเจ้าเตือนอีกครั้งว่าทุกอย่างพระเจ้าดูแล
และดูแลอย่างดี

แล้วเมื่อเช้าบ่นทำไม

ช่วงนี้เครียดกับเงินมาก เพิ่งหมดก้อนใหญ่ไปกับโน้ตบุ๊ค แถมยังเริ่มขี้เกียจทำงานหาเงินด้วย อยากอยู่เฉยๆ มากกว่า รู้สึกว่าเสียเวลาไม่คุ้มตังค์ที่ได้ ไหนจะแผนการที่จะเก็บที่จะใช้อีกล่ะ

คงกังวลมากไป เลยโดนเตือนหลายรอบติดๆ กัน ตั้งแต่เทศน์เมื่อวันอาทิตย์ละ

อย่าวิตกกังวล

25 “เพราะฉะนั้นเราบอกท่านว่าอย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับชีวิตของท่านว่าจะเอาอะไรกินหรือเอาอะไรดื่ม หรือพะวงเกี่ยวกับร่างกายของท่านว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารและร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? 26 จงดูนกในอากาศ มันไม่ได้หว่านหรือเก็บเกี่ยวหรือสะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงเลี้ยงดูหมู่นก ท่านไม่ล้ำค่ายิ่งกว่านกเหล่านั้นหรือ? 27 ใครบ้างในพวกท่านที่กังวลแล้วต่ออายุตัวเองให้ยืนยาวออกไปอีกสักชั่วโมงหนึ่งได้?

28 “แล้วทำไมท่านจึงกังวลเรื่องเครื่องนุ่งห่ม? จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร มันไม่ได้ลงแรงหรือปั่นด้าย 29 กระนั้นเราบอกท่านว่าแม้แต่กษัตริย์โซโลมอนเมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยความโอ่อ่าตระการ ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่าเท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง 30 ในเมื่อพระเจ้าทรงตกแต่งต้นหญ้าในท้องทุ่งถึงเพียงนั้น ต้นหญ้าซึ่งอยู่ที่นี่วันนี้และพรุ่งนี้ก็จะถูกโยนลงในไฟ โอ ท่านผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ? 31 ฉะนั้นอย่ากังวลว่า ‘เราจะเอาอะไรกิน?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรดื่ม?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม?’ 32 เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้าขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ 33 แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย34 เพราะฉะนั้นอย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีความเดือดร้อนของมันพออยู่แล้ว

มัทธิว 6:25-34

 

แปลเทศน์เองด้วย แต่เพิ่งนึกได้เมื่อตะกี้ว่าแปลอะไรไปเมื่อห้าวันที่แล้ว

เอาเป็นว่าจะไม่กังวลแล้ว

เคยมีคนบอกว่าเรื่องเงินเป็นการอัศจรรย์ที่ง่ายที่สุดของพระเจ้า แล้วเราจะกังวลไปทำไม แต่ก่อนเงินเดือนน้อยกว่านี้ตั้งเยอะยังไม่กังวลขนาดนี้เลย คิดมากแล้วก็ใช่ว่าจะรวยขึ้นกว่าเดิม

พอๆ

ไปนอน

 

Stalked

The thing is I never thought I was interesting, pretty, smart, outstanding enough to be stalked.

I truly believe I am just another ordinary, average, normal person.

But I’ve been proved wrong more times than I care to know now.

So what is it do you want really?
What do you expect?
Why not talk to me for a change and stop interpreting and assuming and reading between these lines for God knows what?

Oh, but these people never did come out. Not one.

A Feast of Crows/ A Dance with Dragons

ในเล่มหลังๆ นี่เห็นชัดมากว่าคนเขียนสร้างโลกใหม่ได้ดีขนาดไหน ในแง่ที่อุตส่าห์คิดศาสนาที่ไม่มีจริงขึ้นมาให้ดูสมจริงได้ และไม่ใช่แค่หนึ่งด้วย คือ old gods ซึ่งเป็นต้น weirwood สีขาว; new gods คือ the seven ซึ่งบอกว่าเป็นองค์เดียวที่มี 7 ด้าน; กับ lord of light ของนักบวชแดง; god of many faces ของอาร์ยา; drowned god ซึ่งในหนังแทบจะไม่ได้พูดถึง และยังมีความเชื่ออื่นๆ ในเมืองนอกเวสเทอรอสอีก ไม่นับเวทมนตร์กับผีดิบด้วยนะ

โดยเฉพาะ the seven นี่สงสัยมากกว่าคนดูแต่หนังรู้เรื่องมั้ย ตรีเอกานุภาพว่าเข้าใจยากแล้วนี่คิดให้มีถึงเจ็ดได้ ต้องปรบมือให้ลุงจริงๆ แถมที่สมจริงสุดก็คือคนที่รับหมดทุกอย่าง สาบานโดยเทพเจ้าทั้งเก่าและใหม่เลย แบบว่าเลือกไม่ถูก

ว่าไปแล้วเพิ่งสังเกตว่านี่เป็นเรื่องที่เห็นไม่บ่อยนักในหนังสือแฟนตาซีอื่นๆ ที่เคยอ่าน (ก็ไม่ได้อ่านเยอะด้วยล่ะ) ส่วนใหญ่เค้าก็สร้างโลกใหม่ สิ่งมีชีวิตใหม่ สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ของการดำเนินชีวิตในโลกที่ว่านั้น แต่ระบบความเชื่อก็มักจะเป็นศีลธรรมที่เป็นสากลหรือเอาศาสนา/ความเชื่อที่มีอยู่แล้วมาใช้เลย ไม่ได้คิดใหม่ จึงรู้สึกทึ่งว่าเล่มนี้อลังการงานสร้างแท้ๆ ถึงจะอ้างอิงจากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงก็เถอะก็นับว่าขยันมาก เพราะแต่ละอย่างต้องมีที่มาที่ไป ต้องหาข้อมูลไม่น้อย แถมตัวละครยังต้องมีพฤติกรรมตามความเชื่อของตัวเองอีกต่างหาก ซึ่งถือว่าใช้ซะคุ้มไม่มีเสียเปล่าเลยเหมือนกัน ตั้งแต่การเดินทางของแบรน สงครามของสแตนนิส ไปจนถึงเรื่องที่เป็นจุดหักเหของเซอซี ความเชื่อเป็นตัวผลักดันเรื่องได้ประเสริฐและจริงมาก

สรุปแล้วใช้เวลาไปประมาณ 8 เดือนอ่าน 5 เล่มนี้จนจบ…
จบแบบงงๆ ด้วย ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะตั้งแต่เล่ม 4 ยาวมากจนต้องแบ่งส่วนหนึ่งมา 5 แสดงว่าเล่ม 5 ดั้งเดิมที่ผู้เขียนกะไว้ก็ต้องไม่ครบด้วยแน่ๆ ตกลงมันจะจบใน 7 เล่มจริงรึเปล่าก็ดูน่าเป็นห่วงเล็กน้อย

แถมพอมาดูซีซั่น 5 ของ game of thrones ที่อุตส่าห์เก็บไว้ไม่ดูเพราะรู้ว่าจะสปอยล์หนังสือ ก็รู้สึกเหมือน…
หนังสปอยล์ไปถึงเล่มหน้าที่ยังไม่ออกมาด้วยนี่นา! 
เนื่องจากหนังพยายามตัด/รวบรัดเนื้อเรื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เท่ากับบอกกลายๆ ว่าอะไรไม่สำคัญพอจะต้องดู ซึ่งเท่าที่เห็นก็เลือกตัดได้ดี เพราะตอนอ่านยังว่าบางตอนมันไม่มีซะเลยก็ได้นะลุงนะถ้าจะให้เค้าออกมาแค่นี้ เสียเวลาสร้างตัวละคร ยืดเรื่องไปเปล่าๆ ยิ่งมาดูหนังเลยรู้ตั้งแต่ตอนนี้ว่าบางอย่างที่ยังค้างคาในเล่ม 5 จะจบยังไงและใครจะตายอีกบ้าง
ห่านจิก

แฟนๆ บางคนเริ่มสงสัยว่าหนังไปเร็วขนาดนี้มีสิทธิ์จะจบก่อนหนังสือ เพราะลุงแกไม่น่าจะเขียนทัน
แล้วคือ… หนังสือก็หมดสนุกสิถ้าดูหนังก่อน ถึงมันจะไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ก็เถอะ
โอ้ยยยยยย อะไรกัน

The Truth will Set You Free

John 8:32

This has been popped up in my head a lot this last month, during which I’ve encountered many liars or, rather I’ve caught people at it.

I realized later on that they are in fact chronic liars. They lie even about the tiniest thing I can’t even imagine why anyone would want to do so. And since they do lie about little things, I have no doubts they could go on and on.

They can lie all they want, as if no one knows, but sometimes I do wonder if they have forgotten all about the truth… cause surely there must be some truth to make a lie most convincing and the liars themselves must be the first to believe that the distorted truth is the whole truth before they pass it on. So deep down they know, or used to know, what truth is. And to keep lying for years…

Oh, I wish they realize that only the truth with set them free.
The truth will stay true, no matter what they say, no matter what people believe.

And now that I mentioned this, I’m also very sad for those who believe these liars. Some of them just don’t listen to warnings and blind to their own sentiments. However, others are actually sincere and trusting, and they will be hurt the most when the truth comes out.

And, trust me, eventually it comes out.

time to move on

I talked to my ex boss again, which is quite a big step.
And as we talked via facebook messenger, I didn’t feel any anger.

Then I was in Singapore last week, interpreting for the ELC2015 conference. The last plenary session was by Peter Chao on forgiveness. As I listened, I realized that I could identify with what he said: I was hurt personally, unfairly, and deeply by someone, my ex boss of course. I remember that even at that time when it was still fresh, I have been determined to forgive her.

I knew I could.
And now I can.

I’m even grateful for many things she has taught me all those years and gladly give her credits for them.

Peter Chow was right that a person is much more than those things they do. And P’Ying was right that no one is perfect.
So why keep drinking the poison and hope the other person die?

I called her when I landed in Bangkok. We talked for an hour and she sounded just the same, as if none of those things ever happened. But again, I’ve forgotten half of the details of what happened myself.

It would never be the same, no. But all relationships evolve over time. With or without such incidents, our relationship will change anyway. And I’m perfectly happy with where I am and where we are now.

As for my new job, I have just completed the first year.
There are the first times in my life as a translator that I ever question the source text… and after the whole year I still want to scream and laugh like crazy at those Japanese English from time to time. I mean, you need such imagination in order to make sense of it. At least it’s never boring, ha!