Summer is here

April, the hottest month, has just made summer official.

By now, real Thais are carrying umbrellas with UV protection.

With that fact in mind, it’s still questioning whether it’s a good idea to go to the sea now.
My Facebook timeline is filled with people going to the sea and not wanting to leave the sea.
I thought the sea made it feels even hotter, but well, I only went to Phuket once during Songkran so I couldn’t say much.

Now that I mention Songkran, Thai New Year with our famous water festival, I’d just say I never like the activity much.
I mean, it’s cold water, sometimes with ice, in the hot hot sun. One can get sick quite easily.
Even though crowds gather only in specific areas, like Silom or Khaosan, which are exactly war zones to avoid for those who are not into this festival, there are still ambushes in every soi, every neighborhood, everywhere.
And you just can’t be angry, for the spirit of Songkran.
The only way to stay dry is to stay inside, that’s it.

By the way, during Songkran, over half of the people in Bangkok will be gone, either back home in the provinces or travel. (I can assure you that the beaches will be packed, along with Tokyo and Seoul for abroad vacations.)
Those left in Bangkok are real Bangkokians, enjoying the only time of year when there’s no traffic.

And I’m leaving for Pusan soon. See you guys in a bit. :D

Back to the Beginning: Be Prepared

ช้าหน่อยนะคะ แต่จะพยายามเขียน

  • กระเป๋าเดินทาง เข้าอเมริกาต้องใช้ TSA-approved lock เดี๋ยวนี้กระเป๋าเดินทางมีมาในตัวเลยก็สะดวกดี แต่ถ้าไม่มีและไม่อยากซื้อก็ไม่ต้องล็อคเลย มิฉะนั้นจะโดนงัดได้ และถ้าไม่ล็อคก็ไม่ต้องเก็บของมีค่าไว้ในกระเป๋าใหญ่ หิ้วขึ้นเครื่องเลย
  • เสื้อผ้ารับลมหนาว อันนี้ไม่ใช่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ตรวจสอบอุณหภูมิให้ดีและเตรียมไปให้พอ บางทีสวยอย่างเดียวมันไม่กันหนาวนะคะ ถ้าต้องเจอหิมะอย่างเป็นจริงเป็นจัง (แบบไม่ใช่ไปเล่นสกี) ก็เอารองเท้าบู๊ทสำหรับลุยหิมะไปด้วย ซึ่งถ้าหาไม่ได้ แนะนำว่าใส่บู๊ทแนวปีนเขา พื้นหนาหน่อย เอาให้มั่นใจว่าไม่ลื่นแน่ อย่าลืมซื้อใหญ่นิดนึงเผื่อถุงเท้าด้วย ส่วนเครื่องกันหนาวอื่นๆ แนะนำให้ใส่แบบที่จะถอดเข้าออกง่าย เพราะในตึก ในรถไฟ ฯลฯ มักจะไม่หนาว อาจถึงขั้นร้อนเพราะปิดหน้าต่างหมดและเปิดฮีทเตอร์อีกต่างหาก จะเป็นลมได้ (จะว่าไปก็ไม่ต่างจากอากาศร้อนๆ บ้านเราแล้วเดินเข้าไปเจอแอร์ในห้างน่ะ)
  • สถานที่ท่องเที่ยว สำหรับชิคาโกและเมืองใหญ่ในอเมริกา เค้ามี city pass ซึ่งจะลดราคาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและไปซื้อที่โน่นได้ นอกเหนือจากนั้น tripadvisor ช่วยคุณได้ มีที่เที่ยวที่กินแนะนำเยอะแยะมากมาย อย่าลืมตรวจสอบเวลาเปิดปิดของแต่ละที่ หน้าหนาวนี่ส่วนใหญ่ 5 โมงปิดกันหมดแล้ว
  • การเดินทางในเมือง ชิคาโกเป็นเมืองใหญ่ก็เดินทางไม่ยาก รถบัส รถไฟ ใต้ดิน มีให้เลือก แนะนำให้ซื้อบัตร CTA ซึ่งจะครอบคลุมทุกสิ่งอย่าง แถมมี pass ให้เลือกตามสะดวก สำคัญคือมันคืนไม่ได้ ถ้าจำไม่ผิดเงินที่เหลือก็เอาออกมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าเติมเงินเยอะเกินไปและถามเจ้าหน้าที่ด้วย ก่อนจะไปถ้าลองวางแผนคร่าวๆ ว่าจะไปไหนวันไหน Google Maps ช่วยได้เยอะมาก ใส่เลยว่าจากไหนไปไหนตอนกี่โมง เพราะรถบัสวันธรรมดากับเสาร์อาทิตย์จะวิ่งไม่เหมือนกัน
  • ที่พัก เนื่องจากเราเน้นเที่ยว ที่พักมีไว้นอนเฉยๆ ก็ขอแนะนำ hostel international สมัครสมาชิกไปจากไทยได้และสมัครคนเดียวที่เป็นคนจองพอ hi ที่ชิคาโกเรียกได้ว่าคุ้มค่ามาก ใกล้สถานีรถไฟ (อาจจะมีเสียงรถไฟรบกวนบ้างตอนกลางคืน) สะอาด ปลอดภัย มีไวไฟ มีร้านอาหาร แถมส่วนลดสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งให้ด้วย
  • การเดินทางต่างเมือง เนื่องจากเสร็จจากชิคาโกจะไปมินเนอาโปลิส เลยได้ใช้บริการเกรย์ฮาวด์ข้ามรัฐเป็นครั้งแรก อารมณ์ประมาณนครชัยแอร์ จองล่วงหน้าในเว็บไปราคาจะถูกลงเยอะทีเดียว
  • วีซ่า เราไปขออเมริกาตอนธันวา 2013 ซึ่งกุมภา 2014 เปลี่ยนระบบไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน เอาเป็นว่าจงเตรียมเอกสารตามที่เค้าบอกไปให้ครบถ้วน
  • โทรทางไกลต่างประเทศ อันนี้เพิ่งมานึกได้ ว่าหาข้อมูลเป็นวันๆ ค่าโรมมิ่งมันแพงเกิ้น สุดท้ายซื้อ sim2fly ของ AIS ไป ซึ่งก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาทั้งที่อเมริกาและญี่ปุ่น อย่าลืมตรวจสอบว่าโทรศัพท์ของเรารองรับคลื่นของเค้าด้วยจ้ะ ถ้าไม่รู้หรือจำสเป็คเครื่องไม่ได้ก็ Google เอา อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้เห็นว่าทั้งดีเทคและทรูต่างก็มีรหัสให้โทรทางไกลต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกกว่าโรมมิ่งมาก ลองตรวจสอบข้อมูลกันอีกทีค่ะ เผื่อจะไม่ต้องเปลี่ยนซิมให้ยุ่งยาก
  • ปลั๊ก ตามตารางนี้เลย เตรียม adapter ไปด้วยจ้ะ

การเตรียมตัวก็น่าจะมีเท่านี้ (มั้ง) เดี๋ยวคราวหน้ามาเล่าให้ฟังว่าไปจริงแล้วเป็นไปตามแผนมั้ย 555

Back from Japan

Back from my second trip with a cold. My ear was hurt, making it one of the worst plane landing.
But it’s better now, good enough for me to go out yesterday to Korean Tourism Organization.

By the third trip I’ll be a trip planner expert, maybe.

And broke, definitely.

 

Last day

Tomorrow is my last day at work.

Something also happened early this week. Well, in fact I think it was a result of the meeting on the new fiscal year plan that I did not have to be present. My friend who will have to take over some of my work asked me on Monday how I planned to finish the current project.

Plan?

Seriously?

With 4 days left, she still wanted me to work harder to finish the project, because I should. She even wanted me to work late and come in on holidays! (Magha Puja Day this year falls on the 14th February, so it is national holiday.) Then she just went ahead and sent emails to those involved about this plan.

Even if I comply to that though, everyone knows just by looking at piles of drafts that a team of three people cannot finish it in a week. There are only minor things to correct here and there, but proofreading over 2,000 pages is going to take time nonetheless. And it is never a good idea to proofread in a hurry.

I was speechless.

All the way home that evening, I felt used.
Like I would mean nothing if I stopped working for some reason.

Sure work is a big part of one’s life. It’d be hard to describe myself without saying something about what I do. But I do hope that I would mean something as a person even if I don’t work, or can’t, or simply decided not to.

I have already done too much for this project. I would not go one extra mile for it, not right now.

Monday night, something else came up. My part time job. Since I’d soon be away for three weeks and need to clear things up, I now have loads to do. And I haven’t packed yet for that the trip. So I made up my mind: definitely no.

Tuesday, first thing in the morning, we discussed the plan again. I said I cannot go along with it. I will not work late. I will not come in on holidays. No. Period. I assured her that she could complete it without me, she did have the experience and know exactly what to do. And she seemed upset, demanding a better solution.

What solution?

At that moment, I fought the urge to say it to her face that this is not my problem.

You can’t expect things be done faster while still maintaining the standard without offering any help. And if you consider this important at all, you would help since last year. The only reason you want to help now is because you don’t want to be responsible for the whole thing when I left.

No. I have no better solution. I’ll do the best I could. She can ask people from other departments to help checking some drafts that are nearly finish. But no more.

I stayed a bit longer these two days. Today as I left, almost at 7 pm, she said she’d sleep over at the office. All by herself. I said my goodbyes and stepped outside, knowing it’d never be the same between us.

Whatever friendship I might have left in this office is probably gone now.

But I don’t feel guilty about this.
I just can’t wait for everything to be over so I can just be free from it all.

They’ll have a farewell dinner for me after work tomorrow. Can’t imagine what’s going to happen, but judging from previous farewell dinners I have had, if it didn’t turn out awkward, then we’re all just great pretenders.

Back to the Beginning: Introduction

เขียนเป็นภาษาไทยละกัน เนื่องจากนี่ไม่ใช่เรื่องที่ฝรั่งจะสนใจอ่าน (ว่าแต่มีคนอ่านจริงๆ ด้วยเหรอ?)
ไหนๆ ปีนี้ก็ตั้งท่าจะเดินทางอย่างเต็มที่ตลอดสามเดือนนี้แล้ว แถมยังเป็นวางแผนการเดินทางเองด้วย (ปกติให้น้องสาวทำตลอด) เก็บบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์สักหน่อยละกัน ไม่รู้จะปัญญาเขียนได้กี่ตอน 55

สำหรับทริปอเมริกาครั้งนี้ขอตั้งชื่อว่า back to the beginning เนื่องจากเคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่น เป็นครั้งแรกที่จากบ้านไปคนเดียวนานถึง 10 เดือน (คือไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปต่างประเทศคนเดียว แต่นี่เป็นครั้งที่นานที่สุด) นอกจากนี้ยังมาเปลี่ยนเป็นคริสเตียนที่อเมริกา เขียนบลอคครั้งแรกก็ที่อเมริกา และอาจจะมีประสบการณ์เฉียดตาย (?) ครั้งแรกด้วย คือมาตอนเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 พอดี บินจากนิวยอร์กได้วันเดียวก็เกิดเรื่องเลย ไปโรงเรียนวันแรกแบบมึนๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่โทรทางไกลมาทันทีว่าลูกชั้นยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า… เอาเป็นว่าเป็นสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปแล้วกัน

ส่วนการเดินทางครั้งนี้ก็ประจวบเหมาะว่าน้องสาวจะไปสัมมนาที่ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เราเลยถือโอกาสติดไปด้วยหลังจากที่ทำงานหนักไม่ได้พักมานาน แถมชิคาโกอยู่ไม่ไกลจากมินเนอาโปลิส รัฐมินเนโซตาที่เคยอยู่ ไม่ถึงกับต้องนั่งเครื่องข้ามประเทศ และเนื่องจากจะอยู่นานให้คุ้มค่าตั๋วเครื่องบินจึงถือโอกาสนี้อีกเหมือนกันที่จะลาออกจากงานด้วยเลย (อันนี้เรื่องยาว กรุณาไปตามอ่านกันเอาเองในโพสต์ก่อนๆ นะจ๊ะ) รู้สึกเหมือนได้เดินทางย้อนเวลากลับไปค้นหาตัวเองยังไงไม่รู้ กลับไปสู่จุดเริ่มต้น ตั้งหลักใหม่ก่อนจะเดินหน้าต่อไป…

สรุปสั้นๆ ว่าจะไปชิคาโกก่อน 5 วันเพื่อให้น้องสาวไปสัมมนาและเที่ยวแถวๆ นั้นสักหน่อยนึง จากนั้นวันที่ 6 จะนั่งรถบัสเกรฮาวด์จากชิคาโกไปมินเนอาโปลิส และไปอยู่กับครอบครัวโฮสต์เราที่นั่น 4 วันหลังจากนั้นน้องสาวจะกลับก่อน ส่วนเราอยู่ต่อไปอีกประมาณ 1 อาทิตย์แล้วกลับเอง

อาจจะสงสัยว่า 12 ปีนี่ยังติดต่อกับโฮสต์อยู่อีกหรือ เอาจริงๆ แล้วคุยกันน้อยมากนะ ดีว่าเค้ามีเฟสบุ๊คเลยรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ยังไม่ขาดไปซะทีเดียว และทุกครั้งคุยกันที่ครั้งเค้าจะถามว่าเมื่อไหร่จะมาเยี่ยมบ้าง ทำให้เราคิดอยู่ตลอดว่าสักวันจะต้องกลับไปให้ได้ ทันที่บอกแอนนา (แม่) ว่าจะได้กลับไปแล้วนะ เค้าก็ตื่นเต้น ถามว่าจะมาพักอยู่ด้วยกันเลยใช่มั้ย เมื่อไหร่ กี่วัน จะไปไหนบ้าง… คุยไปคุยมาจนเราเลื่อนวันกลับให้ได้อยู่นานขึ้นนั่นแล

แต่ยังไงๆ 12 ปีนี่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ แล้วเราคุยกับแม่อยู่คนเดียว แค่คิดว่าบรรดาน้องชายทั้งสาม ซึ่งตอนนั้นอายุ 5 ขวบ, 4 ขวบ, กับ 18 เดือน ตอนนี้โตเป็นหนุ่มอายุ 17, 16, 13 แล้วก็ตกใจไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เท่ากับคนแปลกหน้าชัดๆ ไปทำความรู้จักกันใหม่เลย  แล้วนอกจากคนแล้วอย่างอื่นก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน ไม่ได้ไปตั้งสิบกว่าปี กระเป๋าเดินทางต้องเปลี่ยนใหม่ สนามบินก็มี September 11th Security Fee มาให้จ่าย… เยอะ

เดี๋ยวคราวหน้ามาพูดถึงการเตรียมตัวกัน :)

in other words

This morning I’ve been thinking about the latest novel, สมการรักหารสอง, I’d proofread for Ning last month,
and I realized that direct words sometimes are not as touching as other indirect expressions that conveys the same meaning.

And now, I’m watching the second season of Sherlock:

I don’t have friends; I just got one.

Oh, yes.

And you can’t even translate that into Thai. A Thai noun can be both singular and plural depending on the context. I mean, you can make the plural clear by adding certain words, but that could be either unnatural or too formal because it is rare in general conversation. No wonder the subtitle can hardly get it across.

On second thought, the indirect expression Ning used in her novel was also English and not Thai.
Interesting.

How far is near?

“ไกลแค่ไหนคือใกล้” (how far is near?) is a song by a Thai band Getsunova. It has been a hit since last year or maybe before that I’m not sure. My sister posted it in her facebook the other day and it reminds me how similar words can bear total different meanings.

ไกล (far)
and
ใกล้ (near)
are so similar in pronunciation that I’m sure they are very difficult for foreigners to distinguish. And when the two appear together in a question posed in this song, they are simply impressive.

The official audio (the official video is just not my cup of tea):

Trying different things to make you love me
Trying everyday to give you what you want
Like walking on a bridge with your heart as my destination
Still hope I’d bring you true love

But why no matter how long I walk, I never reach there
Why the road seems to keep extending
I want to know, what should I do

How far till I’m near, please tell me
How far till you love me finally
Is there anything I need to do, please
Tell me, that in the end I matter

I’m not giving up, just weary that’s all
My love for you stays the same, never changes
But it’d be nice to know, if you let me know
What’s in your heart, the reasons you keep hiding

That why no matter how long I walk, I never reach there
Why the road seems to keep extending
I want to know, what should I do

How far till I’m near, please tell me
How far till you love me finally
Is there anything I need to do, please
Tell me, that in the end I matter… matter

How far till I’m near, please tell me
How far till you love me finally
Is there anything I need to do, please
Tell me, that in the end I matter

- ไกลแค่ไหนคือใกล้, Getsunova, English translation mine

The Election

The worst actually happened on Saturday before the election at Lak Si district. 8 people injured. All Lak Si Election Commission resigned after the violence and all polling stations suspended.

On Sunday the general election held was mostly peaceful – no violence. There were, as usual, concerts, games, and photo shoots at protest sites. Voting was done in 59 provinces out of 76, while some polling stations in Bangkok failed to open.  There was a high number of ‘vote no’ and it is estimated that about 25% of eligible voters did not cast ballots.  I don’t know when the official results will be announced since they haven’t had the result of advance election yet. Lots of people believe all this might be null and void anyway.

Above all else is the news on caretaker PM Yingluck… who dropped her two ballots into wrong boxes.
Ah, she never fails.
The Election Commission confirmed they are still valid though. Too bad.

Oh, and I’d say the Fuji TV guy comes second. (Not only a page for beautiful mob girls apparently.)

The Protest (6)

Emergency decree announced was greeted by… more people taking the streets, despite more attacks from outsiders. Farmers are also out protesting because they did not get their money from the rice pledging scheme led by the Yingluck’s government. Of course there is nothing pay. They cannot sell the crops taken from the farmers and no banks are willing to lend such a massive loan.

The advance election last Sunday did not go well; there was one death. Since last November, I think there were about 10 deaths in total. Now the current state of emergency allow the caretaker government to exercise police and military force free of all legal charges. So one can expect the worst this Sunday.

There are widespread debates between ‘vote no’ (go to vote for no one) and ‘no vote’ (not going to polls at all). Either way, both choices seem to offer no legal effect; only an expression of dissatisfaction that could be an embarrassment to the winning party – which I don’t think would work. With the opponent Democrat Party’s boycott on this election, Pheu Thai is the only major party and they can win, ugly or not.

Though I don’t agree with closing the polling booths, preventing people from casting ballots, stealing ballot box, etc., I still haven’t decided yet what to do. Not even sure if I can leave the house at all, let alone going all the way to church when it is my week to do the translation.

Well, we’ll see.

Oh, by the way, Happy Chinese New Year.